บทความทั้งหมด

  • สรุปภาพรวมความเสียหายของอาคารก่อสร้างในปี 2025

    บทเรียนเชิงเทคนิค กฎหมาย และการบริหารโครงการที่ควรนำไปใช้

    บทนำ

    ปี 2025 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ภาคการก่อสร้างต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความเสียหายของอาคารและโครงสร้างในหลายรูปแบบ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่เกิดรอยร้าว การทรุดตัวบางส่วน ความเสียหายจากสภาพอากาศสุดขั้ว หรือปัญหาที่เกิดจากความบกพร่องในการออกแบบและการก่อสร้าง

    บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สรุปภาพรวมของลักษณะความเสียหายที่พบในปี 2025 พร้อมทั้งชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญในมิติทางเทคนิค วิศวกรรม กฎหมาย และการบริหารโครงการก่อสร้าง

    1. ลักษณะความเสียหายของอาคารที่พบได้บ่อยในปี 2025

    จากการติดตามรายงานเหตุการณ์และกรณีศึกษาในหลายประเทศ สามารถจัดกลุ่มความเสียหายของอาคารก่อสร้างในปี 2025 ได้เป็นประเภทหลัก ๆ ดังนี้

    1.1 ความเสียหายเชิงโครงสร้าง (Structural Damage)

    • การแตกร้าวของคาน เสา หรือพื้นคอนกรีต
    • การโก่งตัวหรือทรุดตัวของโครงสร้างบางส่วน
    • ปัญหาการรับน้ำหนักไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้

    สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

    การคำนวณโครงสร้างไม่สอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริง การเปลี่ยนแปลงแบบระหว่างก่อสร้างโดยขาดการตรวจสอบทางวิศวกรรม และการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างที่ไม่เพียงพอ


    1.2 ความเสียหายจากสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศ

    ปี 2025 ยังคงเป็นปีที่หลายพื้นที่ทั่วโลกเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำท่วมฉับพลัน ลมแรง และคลื่นความร้อน

    ผลกระทบที่พบ ได้แก่

    • การกัดเซาะฐานราก
    • ความเสียหายของระบบกันซึมและผิวอาคาร
    • การเสื่อมสภาพของวัสดุก่อสร้างเร็วกว่าที่คาด

    1.3 ความเสียหายจากงานระบบอาคาร (Building Systems)

    นอกจากโครงสร้างหลักแล้ว งานระบบยังเป็นแหล่งปัญหาที่พบเพิ่มขึ้น เช่น

    • ระบบไฟฟ้าและระบบป้องกันอัคคีภัยทำงานไม่สมบูรณ์
    • ระบบระบายน้ำและสุขาภิบาลเกิดการรั่วซึมหรืออุดตัน
    • ระบบอาคารอัจฉริยะ (Smart Building Systems) มีความซับซ้อนจนการบำรุงรักษาไม่ทั่วถึง

    2. ปัจจัยเชิงบริหารที่เชื่อมโยงกับความเสียหาย

    เมื่อพิจารณาในเชิงโครงการ พบว่าความเสียหายจำนวนมากไม่ได้เกิดจาก “เทคนิค” เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยด้านการบริหารเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ได้แก่

    • การเร่งรัดระยะเวลาก่อสร้างโดยไม่ปรับแผนบริหารความเสี่ยง
    • การสื่อสารระหว่างผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมงาน และผู้รับเหมาไม่ชัดเจน
    • การใช้สัญญาก่อสร้างที่ไม่ได้กำหนดหน้าที่และความรับผิดไว้อย่างรอบคอบ

    ปัจจัยเหล่านี้มักนำไปสู่ข้อพิพาทภายหลังเกิดความเสียหาย และทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้า


    3. ประเด็นทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากความเสียหายอาคาร

    ในปี 2025 พบแนวโน้มของข้อพิพาททางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายของอาคารเพิ่มขึ้น โดยประเด็นที่พบได้บ่อย ได้แก่

    • ความรับผิดของผู้ออกแบบและผู้ควบคุมงาน
    • ความรับผิดของผู้รับเหมาตามสัญญาและกฎหมาย
    • การตีความเงื่อนไขสัญญาเกี่ยวกับการรับประกันผลงานและความชำรุดบกพร่อง
    • การเรียกร้องค่าเสียหายจากความล่าช้าและการหยุดใช้งานอาคาร

    หลายกรณีสะท้อนให้เห็นว่า การขาดการจัดการเอกสารและหลักฐานตั้งแต่ต้นโครงการ ทำให้การพิสูจน์ความรับผิดในชั้นข้อพิพาทเป็นไปอย่างยากลำบาก


    4. บทเรียนสำคัญสำหรับโครงการก่อสร้างในอนาคต

    จากภาพรวมความเสียหายในปี 2025 สามารถสรุปบทเรียนที่สำคัญได้ดังนี้

    1. การออกแบบและการเปลี่ยนแปลงแบบต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเป็นระบบ
    2. การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพอากาศต้องเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนโครงการ
    3. สัญญาก่อสร้างควรกำหนดบทบาท ความรับผิด และกระบวนการแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน
    4. การเก็บข้อมูล เอกสาร และบันทึกการก่อสร้างมีความสำคัญต่อการป้องกันข้อพิพาท

    บทสรุป

    ความเสียหายของอาคารก่อสร้างในปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิค แต่สะท้อนถึงความท้าทายเชิงระบบของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทั้งในด้านวิศวกรรม การบริหารโครงการ และกฎหมาย

    การนำบทเรียนจากเหตุการณ์เหล่านี้ไปปรับใช้ จะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความยั่งยืนของโครงการก่อสร้าง และลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต